Enter your email address below and subscribe to our newsletter

ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก คืออะไร? อาการ สาเหตุ และการรักษาที่ต้องรู้

ต้นเหตุของไข้เลือดออก คือ ไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4 ทั้งสี่สายพันธุ์สามารถทำให้เกิดอาการไข้เลือดออกได้เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคืออะไรบ้างมาดูกัน

Share your love

ไข้เลือดออก คือ โรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ยุงลายเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการตั้งแต่ไข้สูงเฉียบพลัน ไปจนถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ช็อกหรือเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ไข้เลือดออกอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การเข้าใจต้นเหตุ อาการ และการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวควรรู้

ต้นเหตุของไข้เลือดออก คือ ไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4 ทั้งสี่สายพันธุ์สามารถทำให้เกิดอาการไข้เลือดออกได้เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือ

  • หากป่วยสายพันธุ์หนึ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ป่วยซ้ำ
  • การติดเชื้อครั้งที่สองขึ้นไปมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ภาวะเลือดออกง่ายหรือภาวะช็อก
  • ไวรัสเดงกีไม่แพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรง ไม่แพร่ในอากาศ แต่แพร่ผ่าน “ยุงลาย” ซึ่งเป็นพาหะตัวหลัก ยุงลายที่กัดผู้ที่มีเชื้ออยู่ในเลือดจะกลายเป็นพาหะ และแพร่เชื้อให้คนอื่นเมื่อกัดอีกครั้ง

อาการของไข้เลือดออก สัญญาณที่ควรสังเกตอย่างใกล้ชิด

ผู้ป่วยไข้เลือดออกมักเริ่มมีอาการภายใน 4–10 วันหลังถูกยุงกัด อาการสามารถแบ่งออกเป็นช่วงได้ดังนี้

  • อาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อย
  • ไข้สูงเฉียบพลัน 38.5–40 องศา
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • ปวดกระบอกตา
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
  • เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • บางรายเริ่มมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง
  • อาการเหล่านี้มักคล้ายไข้หวัด ทำให้หลายคนละเลยการไปพบแพทย์โดยเร็ว

อาการรุนแรงที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ “ระยะวิกฤต” ซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงวันที่ไข้เริ่มลดลง และนี่คือสัญญาณอันตราย

  • อาเจียนต่อเนื่องหรืออาเจียนเป็นเลือด
  • ปวดท้องมาก โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา
  • มือเท้าเย็น หน้าซีด
  • กระหายน้ำมากแต่ดื่มไม่ได้
  • เหนื่อย หายใจลำบาก
  • เลือดออกผิดปกติ

อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าร่างกายอาจกำลังเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลทันที

การรักษาไข้เลือดออก ทำอย่างไรเมื่อพบว่าป่วย

ปัจจุบันยัง ไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ สำหรับฆ่าเชื้อเดงกี ดังนั้นการรักษาจึงเน้นการดูแลประคับประคอง เพื่อลดความรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยทั่วไปแพทย์จะทำการรักษาตามระดับอาการความรุนแรง เช่น

  • ให้สารน้ำทดแทนเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ตรวจเกล็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือดอย่างใกล้ชิด
  • ประเมินสัญญาณชีพ เช่น ชีพจร ความดันโลหิต
  • เฝ้าระวังอาการเลือดออกและภาวะช็อก

ยาที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน เพราะเพิ่มความเสี่ยงการเลือดออกมากขึ้น ยาที่ปลอดภัยที่สุดคือ พาราเซตามอล ในขนาดที่เหมาะสม นอกจากนี้ควรพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และสังเกตอาการตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลด

ไข้เลือดออก คือโรคป้องกันได้หรือไม่?

แม้จะเป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะ แต่ไข้เลือดออกเป็นโรคที่ “ป้องกันได้ดีที่สุด” หากลดโอกาสในการถูกยุงกัดและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายอย่างจริงจัง วิธีที่ได้ผล ได้แก่

1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

  • คว่ำภาชนะที่ขังน้ำ
  • ล้างจานรองกระถางต้นไม้เป็นประจำ
  • ปิดฝาถังเก็บน้ำ
  • เปลี่ยนน้ำแจกันทุก 2–3 วัน

2. ป้องกันไม่ให้ยุงเข้าบ้าน

  • ใช้มุ้งลวด
  • ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด
  • ใช้พัดลมหรือเครื่องดักยุงช่วยลดจำนวนยุง

3. ป้องกันร่างกายจากยุงกัดโดยตรง

  • ทาโลชั่นกันยุง
  • ใส่เสื้อแขนยาวหรือเสื้อผ้าสีอ่อน
  • ใช้มุ้งนอนสำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

เรียกได้ว่าไข้เลือดออก คือโรคติดต่อที่อันตรายแต่สามารถป้องกันได้ หากรู้เท่าทันต้นเหตุ อาการ และวิธีดูแลเบื้องต้น การไม่ประมาทต่อไข้สูง การสังเกตสัญญาณอันตราย และการได้รับการรักษาโดยเร็วคือกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค ในขณะเดียวกัน การป้องกันยุงลายและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เป็นงานที่ทุกบ้านสามารถทำได้ เพื่อช่วยลดจำนวนผู้ป่วย และป้องกันโรคนี้ไม่ให้เกิดซ้ำในชุมชนได้อีกด้วย